n

.

  ฮีตสิบสอง

(เดือนเจียง)-บุญเข้ากรรม

   
   บุญเข้ากรรมเป็นกิจกรรมของสงฆ์   เมื่อถึงเดือนอ้ายพระสงฆ์จะต้องเข้ากรรม   ซึ่งเป็น พิธีที่เรียกว่า“เข้าปริวาสกรรม" โดยให้พระภิกษุผู้ต้องอาบัติ(กระทำผิด)  ได้สารภาพต่อหน้าคณะสงฆ์ เพื่อเป็นการฝึกจิตสำนึกถึงความบกพร่องของตนเอง    และมุ่งประพฤติตนให้ถูกต้องตามพระวินัย พิธีเข้าปริวาสกรรมจะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้   โดยกำหนดไว้9ราตรี   พระภิกษุสงฆ์ที่ต้อง การเข้าปริวาสกรรมต้องไปพักอยู่ในสถานที่สงบ  ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน(อาจจะเป็นบริเวณวัดก็ได้ โดยมีกุฏิชั่วคราวเป็นหลังๆ พระภิกษุสงฆ์ที่เข้าปริวาสกรรมคราวหนึ่งๆ จะมีจำนวนเท่าใดก็ได้ แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าตนเองจะเข้ากรรม และเมื่อถึงเวลาออกกรรมจะมีพระสงฆ์ 20 รูปมารับออกกรรม      พิธีทำบุญเข้ากรรมหรือเข้าปริวาสกรรมของพระภิกษุสงฆ์นี้ไม่ถือว่าเป็นการล้างบาป    แต่จะถือว่าเป็นการปวารณาตนว่าจะไม่กระทำผิดอีก    ส่วนกิจของชาวพุทธศาสนิกชนในบุญเข้ากรรมนี้    คือการหาข้าวของเครื่องอุปโภคบริโภถวายพระ    ซึ่งถือว่าจะได้บุญมากกว่าการทำบุญตักบาตรทั่วไป

เดือนยี่-บุญคูณลาน


   การทำบุญคูณลานจะทำกันเมื่อได้เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว    ชาวอีสานจะเห็นความสำคัญของข้าวเป็นอย่างมาก ในพิธีนี้จะมีการนิมนต์พระสงฆ์ไปเทศน์ที่ลานนวดข้าว (ลานนวดข้าวของชาวอีสานในสมัยก่อนมักจะทำขึ้นในลานข้างบ้าน หรือข้างทุ่งนาและมักจะให้มูลของความมาลาดพื้นแล้วตากให้แห้งจะได้พื้นที่เรียบ) มีการทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ชาวบ้าน  ลานนวดข้าว  ที่นา  ต้นข้าว  และบริเวณใกล้ลานนวดข้าว    ถือว่าเป็นสิริมงคลแก่การเกษตรกรรม    ทำให้ข้าวในนาอุดมสมบูรณ์   ซึ่งเชื่อว่า เจ้าของจะอยู่เย็นเป็นสุข ฝนจะตกต้อง ตามฤดูกาล ข้าวกล้าจะงอกงามและได้ผลดีในปีต่อไป   เมื่อเสร็จพิธีทำบุญคูณลานแล้วชาวบ้านจึงจะขนข้าวใส่ยุ้ง   และเชิญขวัญข้าวคือพระแม่โพสพไปยังยุ้งข้าวและทำพิธีสู่ขวัญข้าวสู่ขวัญเล้าข้าว   (ฉางข้าว)เพื่อเป็นสิริมงคลต่อไป ประเพณีปัจจุบันแทบจะหาดูไม่ได้แล้ว    เพราะชาวอีสานได้ทำนากันน้อยลง    และนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ เช่น การใช้เครื่องนวดข้าวแทนการนวดด้วยมือหรือใช้สัตว์นวด(ทำให้ไม่ต้องมีลานนวดข้าว)

เดือนสาม-บุญข้าวจี่ 

  
   บุญข้าวจี่เป็นการทำบุญในช่วงเทศกาลวันมาฆบูชา   ชาวบ้านจะมาร่วมกันทำบุญตักบาตรในตอนเช้า   ตอนค่ำจะมีการเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ   ซึ่งการทำบุญข้าวจี่นี้ชาวบ้านอาจจะไปรวมกันที่วัด   หรือต่างคนต่างจัดเตรียมข้าวจี่ไปเองแล้วนำไปถวายพระภิกษุสามเณรที่วัด    มีการไหว้พระรับศีลพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์และตักบาตรด้วยข้าวจี่  แล้วยกไปถวายพร้อมภัตตาหารอื่นๆ    เมื่อพระฉันเสร็จแล้วมีการฟังเทศน์ฉลองข้าวจี่และรับพร   ซึ่งมูลเหตุที่มีการทำบุญข้าวจี่   เนื่องมาจากสมัยพุทธกาลมีนางทาสชื่อปุณณทาสีได้นำแป้งข้าวจี่(แป้งทำขนมจีน)   ไปถวายพระพุทธเจ้า   แต่จิตใจของนางก็คิดว่าขนมแป้งข้าวจี่เป็นเพียงขนมของทาสที่ต่ำต้อย   พระพุทธองค์คงไม่ฉัน   ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้จิตใจของนาง   จึงทรงฉันแป้งข้าวจี่ต่อหน้านาง   ทำให้นางเกิดความปิติดีใจ ชาวอีสานจึงได้แบบอย่างในการทำแป้งข้าวจี่นี้และพากันทำบุญข้าวจี่ถวายพระมาโดยตลอด     โดยเฉพาะในช่วงเดือนสามจะมีการทำข้าวจี่ถวายพระมาจวบจนปัจจุบัน   (การทำข้าวจี่ของชาวอีสานในช่วงเดือน 3 นั้นเป็นช่วงที่อากาศหนาวเย็น   ดังนั้นการจี่ข้าวในช่วงนี้ชาวบ้านก็จะได้รับไออุ่นจากการนั่งล้องวงกันจี่ข้าวอีกด้วย)    การทำข้าวจี่ของชาวอีสานนั้นปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้ข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วมาปั้นเป็นก้อน   แล้วนำไปย่างบนไปอ่อนๆ  บางคนอาจใช้ไข่เหลืองทาเพื่อให้มีสีที่น่ารับประทาน   หรือใส่น้ำอ้อยที่ใส้ข้าวจี่   จี่ ภาษาอีสานหมายถึง ปิ้งหรือย่าง





วัดนิคม บ้านหนองบัวบาน ตำบลหนองบัวบาน อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ 36130 โทร 044803067
webmaster:สมศักดิ์ ทองหลาบ 0862554788
lovebuaban@thaimail.com